งานบวชพระกวง กับคนลองของ และทองของโก๋เมศร์

 

ชายหนุ่มไทยทุกคนนอกจากจะมีภารกิจที่น่าภาคภูมิใจในการเป็นรั้วของชาติเมื่ออายุถึงเกณฑ์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่แสดงออกถึงความดีงามที่ควรปฎิบัติของหนุ่มไทยวัย20ปี ในฐานะที่เป็นประชากรของเมืองพุทธศาสนา คือการทดแทนคุณของผู้มีพระคุณทั้งหลายโดยการบวชเรียน เล่ากันว่าการได้ใช้ชีวิตในโลกแห่งธรรมะคือช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่ได้มีโอกาสทำจิตใจให้สงบ ปล่อยวางเรื่องทุกอย่างจากโลกภายนอก และได้เติมเต็มคุณงามความดีในทางธรรมให้แก่ตัวเอง และเมื่อแก็งค์ถั่วงอกถึงวัยครบ20ขวบกัน แน่นอนที่จะต้องมีสมาชิกภายในกลุ่มทยอยกันหันหน้าเข้าสู่ทางสงบกันชั่วคราว หลังจากว้าวุ่นซะเป็นส่วนใหญ่ในโลกใบนี้ และถึงบรรทัดนี้ ผมขอนำเพื่อนทุกคนกลับไปสู่วันนั้น วันแห่งการอุปสมบถของเพื่อนเราคนหนึ่ง  วันที่โก๋กวงกลายเป็นพระสงฆ์ และเรื่องราวเฮๆที่เกิดขึ้นในวันนู้นกัน

 

โก๋กวงมีนัดที่จะบวชที่ จังหวัด อยุธยา ในตอนเช้ามากวันหนึ่ง ดังนั้นโก๋กวงจึงบอกให้พวกเราช่วยมาก่อนล่วงหน้าหนึ่งวัน เพราะเกรงว่า ถ้ามาตอนเช้าตรู่วันห่มผ้าเหลืองเลย พวกถั่วงอกมาไม่ทันแน่  ใช่…พวกเราก็คิดอย่างนั้น ว่าแล้วจึงจัดการนัดหมายเพื่อนทุกคนที่มีเวลาพอจะว่างไปร่วมอนุโมทนาด้วยกัน บังเอิญเหลือเกินที่คราวนี้ได้ผลตอบรับอย่างท่วมท้น เราเดินทางมาร่วมสิบกว่าชีวิตและถึงที่นัดหมายที่ โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง ริมแม่น้ำ ใจกลางเมืองอยุธยาในตอนเย็นก่อนวันอุปสมบถ โดยงานนั้นคณะเจ้าภาพอันได้แก่ พ่อของโก๋กวง ใจดีเปิดห้องพักในโรงแรมให้พวกเราได้นอนพักที่นั่นร่วมชั้นเดียวกับบรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนสาวๆที่มหาลัยของโก๋กวงที่ติดตามมาร่วมงานนี้ด้วย…………………… ครับพวกเราอยู่ร่วมชั้นเดียวกันกับคนดีมีมรรยาทจำนวนมากครับ

 

หลังจากรับประทานอาหารเย็นร่วมกันที่โรงแรมเสร็จ พวกเรากลับขึ้นไปบนห้องเพื่อหารือเรื่องการสนุกคืนนี้ มีที่ไหนในกรุงศรีอยุธยาที่น่าเยี่ยมชมในภาคกลางคืน ข้อสรุปจบที่เราตกลงกันขับรถรอบเมืองเพื่อหาที่นั่งคุยนั่งดื่มโดยมีโก๋กวงมากับพวกเราด้วย เวลาผ่านไปกับการตระเวนหาร้านที่เหมาะสมกับพวกเรายามค่ำคืน ที่สุดจบลงที่ผับเพื่อชีวิตแห่งหนึ่ง เรากินดื่มและสนุกสนานตามที่ควรจะเป็นจนถึงเวลาร้านปิดซึ่งเป็นเวลาเดียวกับเวลาที่โก๋กวงควรจะเข้านอนเพื่อภารกิจในวันรุ่งขึ้น แต่กับพวกเราที่ไม่มีภารกิจและเหมือนว่าความคึกยังไม่สุด เราพยายามหาทางต่อไปแต่สุดท้ายกลับพบว่าในเวลาตีสามของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่มีสถานที่ใดเปิดบริการต่อแล้ว ทำให้คณะเราทั้งหมดต้องเดินทางกลับที่พัก ที่ที่มนุษย์ทั้งหลายในชั้นเดียวกับเรากำลังหลับใหลกันอย่างสงบและมีความสุข

 

การเดินทางกลับมาถึงของแก็งค์ถั่วงอกได้เปลี่ยนบรรยากาศที่สงบกลายเป็นอีกด้าน เสียงเอะอะโวยวาย หัวเราะเล่นสนุกเสียงดังจากการแกล้งกัน สร้างความบันเทิงครบรูปแบบ โดยไม่ได้คำนึงหรอกว่า ชาวบ้านชาวช่องในชั้นนั้นต้องการพักผ่อนขนาดไหน โดยเฉพาะเพื่อนมหาลัยสาวๆของโก๋กวงที่พักติดกับห้องเรา คงกำลังนอนสาบแช่งพวกเราอยู่เป็นแน่แท้ ในเวลาตีสามกว่าๆ พวกเราตอกย้ำความครึกครื้นด้วยการเปิดเพลงอันเดอร์กราวด์ที่มาจากรายการ เอ็มทีวี จากเครื่องโทรทัศน์สีโซนี่ 14 นิ้ว ภายในห้องของโรงแรม ด้วยกำลังเสียงเต็มกำลังที่โทรทัศน์เครื่องนั้นจะทำได้ ในขณะที่ชาวถั่วงอกบางส่วนเปลือยกายเต้นรำอย่างสนุกสนานอยู่บนที่นอนภายในห้องท่ามกลางความมืด โดยมีเพียงแสงสว่างจากหน้าจอทีวี และแสงไฟในห้องที่เปิดปิดไปมาอย่างรวดเร็วจากสวิตท์ไฟที่บังคับโดยมือโก๋นาเพื่อจำลองบรรยากาศย่อมๆของดิสโก้เธค  

 

เสียงทีวี ที่แตกพร่า บอกถึงความสุดกำลังของมัน บวกกับภาพงานเลี้ยงเปรตหลายตนที่กำลังโชว์ความมันส์อยู่บนเตียงกับอันเดอร์กราวด์บ้าง ฮิปฮอบบ้าง สร้างความหรรษาให้กับพวกเราบางส่วนที่เป็นแค่ผู้ชม แต่มันคงไม่ใช่กับคนอื่นในชั้นนี้ที่กำลังหลับสบาย และกว่าที่พวกเราจะยอมสงบได้มันก็ใกล้เช้าเต็มทน

 

ต่อจากนี้สิ่งที่พวกเราต้องการหลังเล่นสนุกคือการหลับพักผ่อนบ้าง หมอนและที่นอนที่น่าสบายกำลังรอเราอยู่ แต่เอ๊ะ !!….แล้วผ้าห่มล่ะ ?

 

คำถามนี้ถูกเฉลยโดยไอ้นา มันบอกว่า มันเอาผ้าห่มทั้งหมดยัดเข้าไปในตู้เซฟนิรภัยประจำห้อง เอาไว้เวลาจะนอนค่อยเอาออกมาเพราะเห็นว่าเกะกะเวลาเต้น และอีกอย่างในความคิดของมันคือ จะได้แน่ใจด้วยว่ามันจะได้ใช้ผ้าห่มเป็นคนแรกเมื่อมันเปิดเซฟ

 

เพราะเนื่องด้วยทุกครั้งเวลาพวกเราแก็งค์ถั่วงอกไปค้างโรงแรมหรือห้องพักใดๆตอนไปเที่ยวกัน คนที่จะนอนเป็นลำดับแรกและคนต่อไปมักจะยึดผ้าห่มและที่นอนไปครอบครอง และยังสามารถใช้สิทธิ์ในการเปิดแอร์สร้างความเย็นสุดกำลังได้ นั่นหมายถึงคนท้ายๆที่สนุกเสร็จทีหลังจะไม่มีผ้าห่มและที่นอนให้ ทำให้เขาเหล่านั้นต้องทนนอนหนาวเย็นในที่ที่เหลืออยู่ภายในห้อง ด้วยอุณหภูมิที่นกเพนกวินอาศัยอยู่

 

คราวนี้โก๋นา หวังว่าเขาจะได้อบอุ่นโดยได้หลับนอนพร้อมผ้าห่มบ้าง แต่อนิจจา เขาลืมรหัสตู้เซฟ  คืนนั้นเราทุกคนร่วมกันอวยพรและกระทืบโก๋นาตามแต่ความคับแค้นของแต่ละคน ก่อนจะหลับไปอย่างตามมีตามเกิด

 

เราตื่นขึ้นมาทันเวลานัดหมาย หลังจากนอนไปแค่ชั่วอึดใจ ทุกคนเตรียมตัวที่จะเดินทางไปวัดที่โก๋กวงจะบวชซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมนี้ ใครหลายคนก็ยังคงค้างกับเมื่อคืน ดังนั้นจึงเป็นสภาพหลังตื่นที่ยังไม่สดใสเท่าไหร่ หลังจากผมเห็นว่าห้องน้ำไม่ได้ล็อค ซึ่งก็น่าจะไม่มีใครใช้อยู่ ผมจึงเดินเข้าไปแปรงฟันในห้องน้ำและพบเจอว่าโก๋เมศร์กำลังนั่งขี้อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ในภาวะเช่นนี้ไอ้เมศร์ไม่สามารถทำอะไรโต้ตอบใครได้แน่ ผมจึงรีบเดินออกไปและบอกเพื่อนที่เหลือทั้งหลายว่า โอกาสมาถึงแล้ว เพราะโดยมากหลังจากพูดคุยกับทุกคนที่มาในครั้งนี้หลายคนอยากเหลือเกินที่จะหาโอกาสลงมือแกล้งโก๋เมศร์คืนบ้าง หลังจากโดนไอ้เมศร์กวนตีนมาตลอด เพียงแต่โดยปกติไม่มีใครกล้าตอแยกับไอ้เมศร์มาก เพราะรู้ว่าเวลามันเอาคืน เราจะเป็นฝ่ายเจ็บปวดมากกว่า แต่งานนี้โก๋เขียวขอ โก๋เขียวรับอาสาหน้าที่นี้ โดยมีพวกเราโก๋อ้วน โก๋นา โก๋ตุ๊ก ผมและคนอื่นๆหนุนหลังเอาใจเชียร์และสาบานว่าจะอยู่เคียงข้างโก๋เขียวตลอดไป

 

โก๋เขียวรีบเก็บของตัวเองใส่เป้ และเช็คของของตัวเองให้แน่ใจว่า ไม่มีของตกหล่นให้ไอ้เมศร์ได้ยึดเอามาแกล้งมันกลับได้ เขารองน้ำใส่ขันใบใหญ่พร้อมกับแกะก้อนน้ำแข็งหลายก้อนจากในตู้เย็นใส่ลงไป สะพายเป้ใส่หลังและสวมรองเท้าเตรียมหนีออกทันทีที่ทำสำเร็จ ไอ้เขียวเดินไปที่ประตูห้องน้ำที่เปิดอยู่โดยมีโก๋เมศร์นั่งอยู่บนชักโครกอ่านหนังสือพิมพ์สบายอารมณ์โดยที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองอยู่

 

เขาสาดเข้าไปสุดแรงเท่าที่จะทำได้ในห้องน้ำตำแหน่งที่โก๋เมศร์นั่งอยู่ นั่นเพียงพอแล้วที่จะทำให้ไอ้เมศร์หมดอารมณ์สุนทรีย์ต่อบนคอห่าน โก๋เขียวทิ้งขันอย่างรวดเร็วแล้วเผ่นหนีไปรอที่จอดรถ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของพวกเราและความตื่นใจที่โก๋เขียวกล้าลองดีกับไอ้เมศร์ หลังจากพวกเราโผล่หน้าเข้าไปดูความเสียหายที่โก๋เมศร์ได้รับ ภาพๆนั้นบวกกับการประกาศแก้แค้นกลับที่จริงจังของโก๋เมศร์ และเหนือสิ่งอื่นใด โก๋เมศร์แสดงให้เราดูว่าสิ่งที่อยู่บนกระดาษทิชชู่หลังการทำธุระเสร็จในมือของเขาคือการล้างแค้น นั่นเพียงพอให้เราทั้งหมดที่สาบานจะอยู่ข้างโก๋เขียวย้ายฝั่งมาเอาใจช่วยให้โก๋เมศร์ทำสำเร็จ

 

เราไปถึงที่วัดพร้อมเพรียงกันทุกคน โดยวัดๆนี้ก็เหมือนวัดตามต่างจังหวัดทั่วๆไป มี โบสถ์ ศาลาที่ยังสร้างไม่เสร็จ เราเดินชมไปถึงกุฏิที่พระรูปหนึ่งอยู่ และเป็นที่ที่โก๋กวงจะอยู่จำวัดด้วย บริเวณกุฏิมองเห็นถึงความสะอาดสะอ้านและความร่มรื่นรวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆครบครัน ภายหลังทราบว่าพระรูปนั้นคือญาติของโก๋กวงที่บวชมานานร่วมสิบปี และวัดๆนี้เป็นวัดที่ตระกูลของโก๋กวงอุปถัมภ์มาโดยตลอด พวกเราเลยถึงบางอ้อว่าทำไมโก๋กวงถึงต้องมาบวชที่นี่

 

และเมื่อพวกเรามาถึงตรงศาลาที่จะทำพิธี สังเกตได้ว่าแก็งค์ถั่วงอกอยู่ท่ามกลางสายตาที่มองมาด้วยความสรรเสริญเยินยอเล็กน้อยจากผู้คนที่พักอาศัยชั้นเดียวกับเราในโรงแรม โดยเฉพาะสาวๆข้างห้องเรา เมื่อเห็นดังนั้น เราทั้งหมดจึงทำตัวเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน และรวมถึงเก็บเรื่องการแก้แค้นของโก๋เมศร์ไว้ไม่ให้ไอ้เขียวรู้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครพูดถึง ก็ดูเหมือนว่าไอ้เขียวเองก็ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อนาทีแห่งการเริ่มพิธีมาถึง เราทั้งหมดลืมเรื่องการล้างแค้นครั้งนี้ไปชั่วเวลาหนึ่งเพื่อตั้งใจร่วมอนุโมทนากับโก๋กวง

 

หลังจากโก๋กวงเปลี่ยนสถานะจากโก๋เป็นพระแล้ว ก็ถึงเวลาแห่งการรับประทานอาหาร พวกเราถั่วงอกจัดการกับมื้อแรกของวันนั้นกันอย่างเอร็ดอร่อย เพราะนอกจาก อาหารที่อุดมสมบูรณ์แล้วยังมีไอติมกะทิเป็นของหวานตบท้ายอีก  ระหว่างที่เรานั่งคุยกัน โก๋เมศร์ก็กระซิบข้างหูผมว่า เวลาแห่งการล้างแค้นได้สิ้นสุดลงแล้ว

 

เฮ้ย มึงทำไปตอนไหนว่ะ ผมถาม

ตอนมันลุกไปตักไอติมแล้วลืมวางเป้ทิ้งไว้ ราเมศร์ ตอบ

 

งั้นตอนนี้ ก็….

 

เราเรียกภารกิจแก้แค้นของไอ้เมศร์ว่า ปฎิบัติการนิวเคลียร์ ข่าวหัวรบนิวเคลียร์ฝังตัวอยู่ในกระเป๋าเป้ไอ้เขียวกระจายไปถึงทุกคนยกเว้นไอ้เขียวที่ยังไม่รู้เรื่อง ทุกคนได้แต่อมยิ้มกลั้นหัวเราะทุกครั้งที่เห็นโก๋เขียวทำท่าระวังภัยจากไอ้เมศร์ด้วยการกอดกระเป๋าเป้ไว้แน่นแนบอก ไม่ยอมให้ไอ้เมศร์เข้าใกล้ พร้อมยังหันซ้ายหันขวาระวังการจู่โจมที่อาจเกิดขึ้น หลังจากเวลาผ่านไปจนมั่นใจว่าตัวเองปลอดภัยดีเพราะท่าทีเอาคืนของโก๋เมศร์อ่อนลง ไอ้เขียวเองก็แสดงท่ายียวนใส่ไอ้เมศร์ว่าไม่สามารถทำอะไรมันได้ด้วยการส่งเสียงกวนตีนและเต้นหยุกยิกไปมาพร้อมกับเขย่าเป้ตัวเอง ทุกครั้งที่เห็นไอ้เขียวได้ใจและการสั่นสะเทือนของกระเป๋าเป้ ทำให้ผมและเพื่อนๆได้แต่สมเพสมันเพราะนอกจากมันจะไม่รู้ว่าทุกอย่างได้จบลงแล้ว และรอเพียงเวลานับถอยหลังเท่านั้น มันยังเต้นแร้งเต้นกาโดยไม่รู้ตัวว่า ตัวมันเองกำลังจุดชนวนหัวรบนิวเคลียร์อยู่ และไม่อยากจะนึกเลยว่าป่านนี้กัมมันตรังสีภายในกระเป๋ามันจะประทุขนาดไหน แค่ปล่อยให้มันฝังตัวนิ่งๆก็แย่อยู่แล้ว

 

ก่อนกลับเราลาหลวงพี่กวงกับครอบครัวของหลวงพี่ พร้อมสัญญาว่าจะมาเยี่ยม และในตอนนี้เองที่หลวงพี่กวงรู้เรื่องหัวรบนิวเคลียร์ พระกวงขอให้ทุกคนโชคดีในการเดินทางกลับ ก่อนหันมาเตือนโก๋เขียวในเรื่องกฎแห่งกรรม

 

ทุกคนเดินทางกลับถึงกรุงเทพอย่างปลอดภัย และแยกย้ายกันบ้านใครบ้านมันเตรียมรอข่าววินาศภัยในกระเป๋าเป้ของโก๋เขียว

 

คืนนั้นก่อนนอนไม่มีอะไรที่ทุกคนจะนึกขำไปกว่า ช่วงเวลาโก๋เขียวรื้อกระเป๋าเป้แล้วเจอห่อกระดาษทิชชู่รูปร่างคล้ายอาวุธจรวดเคมีที่ข้างในบรรจุไปด้วยทองก้อนเหลืองอร่ามจากโก๋เมศร์

 

คืนนั้นโก๋เขียวรวยไปเลย

 

ฝันดี  เพื่อน

 

พริ้วไหวดั่งสายน้ำ

23 ธันวา 2548

 

ปล. สุขสันต์วันคืนปีใหม่ สุขใจคืนวันเก่าๆ สุขสมกันเถิดพวกเรา สุกสกาวจงมีแด่เธอ

     สวัสดีปีใหม่ ทุกคน….ครับ

One Response to งานบวชพระกวง กับคนลองของ และทองของโก๋เมศร์

  1. HaPpY LaZy MaN says:

    โก๋เอก ขอแนะนำอีกหนึ่งงานบวชที่ไม่ควรพลาด งานบวชของพระผู้หยั่งรู้อนาคตตั้งแต่ยังเป็นนาค คงไม่ต้องบอกนะว่าใคร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: