ตำนาน เจ้าชายตะวันตก

หนึ่งในใต้หล้า

หนึ่งเดียวแห่งพื้นพิภพ

จอมคนแห่งปฏพี

ร้อยปีจะมีสักคน

หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นคำยืนยันของเอกบุรุษผู้ถูกฟ้าส่งลงมาเกิด โดยพกเอาลักษณะคุณวุฒิ ทักษะและความเฉียบแหลมทางความคิด สติปัญญา รวมถึงความสามารถอื่นเหนือจริงที่ผิดแผกแตกต่างไปจากมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปควบคู่ลงมากับการจุติ การมาถึงของเดอะ สเปเชี่ยล วัน ยังพื้นพิภพ มิได้เป็นแค่ปรากฎการณ์ธรรมดาที่หาได้เกิดเยี่ยงทุกวันบนโลกใบนี้ หากแต่มันจะต้องใช้ห้วงระยะเวลานานแสนนาน จะเป็นสิบปี ร้อยปี หรือพันปี  ก็แล้วแต่ ถึงจะเจอสักหนึ่งยอดคน

แต่แล้วขวบรอบเวลาอันแสนนานก็เวียนมาถึง การก่อเกิดของมหาบุรุษคนหนึ่งที่สามารถสั่นคลอนความเป็นไปของทุกสรรสัตว์ที่บังเอิญอยู่ร่วมชะตาชีวิตกับเขาบนพื้นปฎพีนี้ ก็ได้สมควรแก่เวลานั้นซะทีในปี 2518 และมันก็บังเอิญเหลือเกินว่าหลังการจุติของเอกบุรุษผู้นี้ จนเวลาผ่านไปเติบใหญ่เป็นหนุ่มน้อย

เดอะ สเปเชี่ยล วัน คนนั้น ในปี 2533 ได้ถูกคนบนฟ้ากำหนดให้ต้องมีชะตากรรมร่วมกันกับมนุษย์ปุถุชนคนถั่วงอก ณ ห้องเรียนสองสอง ของโรงเรียนทวีธาภิเศก

มหาบุรุษ ผู้ทรงบุญญาธิการที่พร้อมจะเปลี่ยนความเป็นไปของสังคมโลก กับแก็งค์กวนป่วนมนุษย์มนาอย่างพลพรรคถั่วงอกผู้เริงร่าไม่มีที่สิ้นสุด

ยอดคน กับ ก๊วนสุดขั้วมาเจอกัน

3 ปี แห่งการมีชีวิตอยู่ร่วมกันภายใต้รั้วเขียว ขาว ร่วมกับคนถั่วงอก นั่นอาจจะพอเรียกได้ว่า เป็นการสั่งสม เพาะบ่ม บารมี ให้กับมหาบุรุษ จนก่อเกิดได้มาเป็นเรื่องราวความสนุกสนานที่อาจคาดไม่ถึงในเวลาต่อมา และต่อไป

และนี่คือ

ตำนาน เจ้าชายตะวันตก

ตำนานที่เกิดขึ้นจริง ของอัจฉริยบุคคลแห่งห้องสองสอง

ที่ ตัวอยู่ไม่ถึงร้อยปี แต่ชื่อเสียงต้องอยู่เป็นพันปี

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

 

ปฐมวัยก่อนฉายอัจฉริยภาพ

 

ขี้แยยุ่น

ปี 2533 ห้องเรียนถั่วงอก เทอมการศึกษาหนึ่ง ที่ ณ เวลานั้น ต่างคนต่างยังอยู่ในช่วงแห่งการทำความรู้จักกันและกันอยู่ การศึกษาถึงที่มาที่ไปและนิสัยใจคอของแต่ละคนกับช่วงเวลาที่ผ่านไป นั่นน่าจะทำให้อาจเรียกได้ว่า เป็นระยะเวลาแห่งการไตร่ตรองดูใจกันเสียส่วนใหญ่ของคนถั่วงอก จึงทำให้ห้องเรียนสองสองในตอนแรกเริ่ม ยังคงไม่มีปรากฎการณ์อภินิหารความสนุกใดๆพร่างพรูเริ่มต้นออกมา จวบจนกระทั่ง…

ไอ้นี่ชื่อ จิ้งจกดีกว่า ส่วนไอ้นั้นก็เป็น แมงวัน ไอ้นู้นคล้าย ตุ๊กแก ไอ้คนโน้น ก็เป็น อุรังอุตัง …….แล้วไอ้นั้นก็……….

การก่อเกิดแห่งฉายาทั้งหลายที่มอบให้ไว้กับแต่ละคนที่มาจากสมองนึกคิดของยักษ์ใหญ่สุวรรณ นั่นน่าจะเป็นปฐมบทแห่งการเริ่มต้นความสนิทแนบแน่นกันของทุกชีวิตในห้องเรียนสองสอง เพราะเมื่อแต่ละคนยอมรับและกล้าเอื้อนเอ่ยเรียกถึงสมญานามของอีกฝ่ายได้โดยปราศจากอารมณ์ขุ่นมัวจากคนที่ถูกเรียก นั่นก็น่าจะหมายถึง เราเปิดใจยอมรับกันและกันไปได้แล้วในระดับหนึ่ง

ซึ่งก็ต้องหมายรวมถึง เด็กหนุ่ม หน้าใส ผิวพรรณดี ร่างกายล่ำพอสมส่วน น่ารักน่าชัง คนนี้ด้วยเหมือนกัน

เอะ…ไอ้นี่ หน้าตามันกระเดียดไปทางญี่ปุ่น เรียกแม่งว่าไอ้ยุ่นละกัน

ไอ้ยุ่นไอ้ยุ่น …ไอ้ยุ่น!!…. มึงนั่นแหละ

เสียงไอ้วรรณร้องเรียกเป็นเชิงบอกว่า ต่อจากนี้ไป เด็กชายเชาว์วุฒิ จะต้องเปลี่ยนชื่อไปเป็น ไอ้ยุ่นแห่งห้องสองสองแทนแล้ว หลังจากที่มันถูกใจจะตั้งชื่อนี้ให้กับเด็กน้อยหน้าใสและตะโกนเรียกอยู่นาน หากแต่เด็กน้อยเชาว์วุฒิที่ยังไม่ประสีประสาในตอนนั้นยังมีท่าทีฉงน จนพึ่งมารู้สึกตัวว่าหมายถึงตัวเขาเอง ก็ตอนที่ไอ้วรรณ ตะโกนยืนยันเสียงชัดเจนในตำแหน่งที่เด็กน้อยยืนอยู่ซะนานแล้ว

ผมเหรอ เด็กน้อยหน้าตาเหรอหราเอานิ้วชี้ที่หน้าของตัวเอง เป็นการแสดงออกว่า เรียกผมเหรอ

ครับ…และจากวันนั้น ไม่มีเสียงปฎิเสธการได้เป็นไอ้ยุ่นจากปากของเด็กน้อยหน้าใส

และนั่นแหละที่คือการเริ่มต้นนับหนึ่งแห่งการปรากฎตัวของยอดคนที่โลกจะไม่มีวันลืม ภายใต้ชื่อไอ้ยุ่น

ไอ้ยุ่นของเพื่อนๆในขวบปีแรกแห่งทวีธาภิเศก ไม่ได้มีความโดดเด่นใดๆในแถวหน้าเลย หากเพียงเพราะถ้าจะนับหัวโจกตัวหลัก ณ ช่วงเวลานั้นแล้ว ก็คงบอกได้ว่าเป็น ยักษ์ใหญ่สุวรรณ  และโก๋ปิ๋ว คนจริง เสียมากกว่าที่พูดได้ว่าเป็นหน้าตาของห้องเรียนสองสอง หรือแม้กระทั่ง วันที่คนทั้งสองเดินออกจากโรงเรียนไป ก็กลับกลายมาเป็น โก๋เหม่ง เจ้ากรมถั่วงอก กับคนระยำโก๋เชษฐ์ ซะอีกที่มนุษย์ห้องเรียนอื่นเลือกที่จะจดจำในฐานะภาพลักษณ์จุดขาย(หน้า)ของห้องสองสอง

แล้ว บุญญาธิการของเด็กยุ่นน้อยละ อยู่ที่ไหน

ครับ…เด็กยุ่นแม้จะไม่ใช่ลูกพี่ของความกวนตีนที่โดดเด่น แต่สิ่งพิเศษเหนืออื่นใครเลยก็กำลังแสดงออกมาให้พวกเราห้องสองสองได้รับรู้กัน  ณ เวลานั้น เวลาของห้วงวัยเจริญพันธุ์ของคนถั่วงอก หรือเรียกอย่างง่ายๆว่า เรากำลังเป็นวัยรุ่น หรือโตเป็นหนุ่มกันแล้ว

สำหรับทางด้านกายภาพ เราถั่วงอกกำลังก้าวขึ้นสู่วัยชายฉกรรจ์กันทุกคนซึ่งก็ไม่เว้นแม้เด็กยุ่นด้วย แต่กลายเป็นว่ามีสิ่งหนึ่งที่เด็กยุ่นยังคงกลับหลงเหลือไว้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามอายุขัยที่ควรเป็น นั่นก็คืออารมณ์เบื้องลึกแห่งความรู้สึกของความเป็นเด็กน้อย

แม้เวลาจะผ่านไปอย่างไร ไอ้ยุ่นจะแสดงให้เราได้เห็นอยู่เสมอว่า เขามีความอ่อนไหวและอ่อนแอทางด้านอารมณ์อยู่สูงและอยู่เหนือกว่าใครๆ

พฤติกรรมยุกยิก เจ๊าะแจ๊ะ ยิ้มแย้มแจ่มใส อาจแปรปรวนไปได้ตามอารมณ์และสถานการณ์ หรือจะพูดเอาอย่างเข้าใจง่ายๆก็คือ ยามร้อน เด็กยุ่นก็ของอแง ยามหนาว เด็กยุ่นก็ร้องหาไออุ่น ร่าเริง เด็กยุ่นก็ยิ้มแย้มส่งเสียง สุขใจดีใจ เด็กยุ่นก็คิกคักหัวเราะ ครับ….แต่ในทางกลับกัน หากต้องเสียใจหรืออารมณ์ขุ่นมัว การแสดงออกทางอารมณ์แบบตรงๆเช่น การแง่งอน ร้องไห้แง ก็มีให้เห็นจากเด็กยุ่นได้อย่างไม่ปกปิดเหมือนกัน

ก็ไม่แปลกอะไรนี่ ที่พฤติกรรมอย่างนี้ใครๆเขาก็เป็นกัน

ครับ…แต่กับบางครั้ง กับชายหนุ่มอายุ 15 ปี และความยับยั้งชั่งใจทางอารมณ์หรือความอดทนอดกลั้นที่ควรจะมีได้แล้วในวัยขนาดนี้ จำเป็นต้องเกิดขึ้นหรือควบคุมได้บ้าง หากแต่ว่าเด็กชายยุ่นไม่ได้เลือกที่จะคิดทำ

ซึ่งกว่าที่พวกเราจะรับรู้ถึงความอ่อนไหวปนอ่อนแอของเด็กน้อยยุ่น มันก็ต้องมีเรื่องราวที่ทำให้เราต้องร้องอ๋อกับนิสัยส่วนตัวของมันกัน

ครับ อย่างที่เคยรู้กันอยู่แล้วว่า เราแก็งค์ถั่วงอกชอบที่จะเล่นฟุตบอลกันอยู่ทุกช่วงเวลาไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือสถานที่อื่นที่มันอำนวย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นสถานที่ที่ไม่ยกเว้นในวันที่เราเลิกเรียน แล้วต้องการนั่งเรือลมโชยข้ามฝากไปหาความมันส์จากการฟาดแข้งในสถานที่อื่น ที่ไม่ใช่ทวีธาบ้าง

สนามบาส กับฟุตบอลโกล์รูหนู ที่แบ่งกันเล่น ข้างละ 4-5คน นั่นคือที่มาแห่งความสนุกสนานของคนถั่วงอกนอกทวีธา

และก็อย่างที่คนเคยเล่นกีฬาชนิดนี้จะเข้าใจกัน การเล่นฟุตบอลไม่ใช่การเล่นหมากเก็บ ดังนั้นการกระทบกระทั่ง ปะทะกันจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หากจะต้องห้ำหั่นกันในเชิงกีฬาประเภทนี้ ซึ่งโดยครั้งนั้น ระหว่างที่โนบิ ผู้เล่นฝั่งบางพลัดกำลังได้ครอบครองบอล และกำลังจะลำเลียงลูกบอลเพื่อจุดหมายแห่งการทำประตูบางกระดี่ เด็กยุ่นที่อยู่ใกล้โนบิในฐานะผู้เล่นฝั่งตรงข้ามจึงต้องทำหน้าที่ของผู้เล่นที่ดีในการสกัดกั้นการบุกทำประตูในครั้งนั้น

แต่อย่างที่บอกไป ฟุตบอลไม่ใช่หมากเก็บ อุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงจึงเกิดขึ้นได้

จังหวะนั้น โนบิเอาตัวบังบอลไม่ให้เด็กยุ่นเข้าแย่งบอลถึง แต่กลับกลายเป็นว่าการหันหลังกลับเพื่อเอาส่วนแผ่นหลังที่หนากว่าเข้าบังทางบอล ดันปรากฎศอกของโนบิยกขึ้นมาในระดับที่พอเป็นอันตราย และมันก็ดันไปประจวบเหมาะเอากับการมาถึงของเด็กยุ่นที่ต้องการบอลพลาสติกลูกนั้นที่กำลังอยู่ตรงหว่างขาของโนบิพอดี สายตาที่จับจ้องกับลูกพลาสติกจนลืมมองเอาศอกที่เป็นกำแพงตั้งขวางตรงหน้า ทำให้ปากของเด็กน้อยยุ่นกระแทกเข้าไปเต็มๆกับศอกของเพื่อนโนบิเข้า

พลั๊ก !!

แม้ภาพที่เกิดขึ้นและเสียงที่ดังตามมาจะแลดูน่ากลัว แต่หลังจากที่เพื่อนทุกคนเข้าไปดูอาการที่เกิดจากการปะทะกันอย่างไม่ตั้งใจในครั้งนั้นแล้ว ความเบาใจก็ตามมา เพราะมีเพียงแผลปริเลือดออกเล็กน้อยเท่านั้นที่เกิดขึ้นกับริมฝีปากของเด็กชายยุ่น ไม่ได้มีอะไรหนักหนาให้น่าเป็นห่วงในสายตาของเพื่อนทุกคนกัน

ครับ….แต่มันไม่ใช่กับเจ้าตัวที่บาดเจ็บ

กับความเจ็บปวดระดับนั้น หลังได้รับรู้กับความรู้สึก ไอ้ยุ่นเดินสะบัดหนีไปหามุมเงียบสงบใต้ร่มไม้ จากนั้นก็ปล่อยโฮออกมาให้กับการบาดเจ็บครั้งใหญ่ในชีวิตของเขาท่ามกลางความตกตะลึงของเพื่อนทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็เป็นโก๋อ้วนบนอารมณ์สงสารในความเจ็บปวดของเพื่อนยุ่น ที่อุตสาห์แสดงความมีเมตตารีบวิ่งไปซื้อน้ำเปล่าบริสุทธิ์มาให้กะเอาไว้ใช้ล้างแผลและกินดื่มเพื่อให้อารมณ์เย็น แต่หลังจากน้ำใจของโก๋อ้วนถูกยื่นไปยังใบหน้าบูดเบี้ยวเจ็บปวดของเด็กน้อยยุ่น ความหวังดีเป็นต้องเปลี่ยนอารมณ์ของมันไป

ฮือ ฮือ ม่ายต้องมายุ่งกับกู ฮือ ฮือ

ความเป็นห่วงใดๆไม่เข้าไปอยู่ในใจของเด็กน้อยยุ่นเลย เมื่อเขายังรับรู้และคิดถึงแต่ความเจ็บปวดระบมระดับมดกัดอยู่

ดังนั้นแล้วเราจึงต้องปล่อยให้ร่มไม้เป็นที่พักใจและที่พักรักษาตัวของเด็กยุ่นไปคนเดียว

หลังจากยุติความสนใจให้กับเด็กยุ่น ไม่นานนัก พอความเจ็บปวดเริ่มบรรเทา หน้าบูดเบี้ยวก็กลับกลายเป็นหน้าเด็กน้อยวัยใสวิ่งลงกลับสู่สนามบอลอีกครั้งอย่างร่าเริงแบบปกติ หยอกล้อเพื่อนทุกคนเหมือนที่เคยเป็น เจ๊าะแจ๊ะเพื่อนทุกคนเหมือนที่เคยเห็น ท่ามกลางความฉงนของคนถั่วงอกทั้งหมดว่า เมื่อกี้มันร้องไห้โฮจะเป็นจะตาย แต่ตอนนี้กลับวิ่งยิ้มแป้น ใบหน้าเปี่ยมสุข หัวเราะร่าเริงอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

ครับ…สุขใจก็ร่าเริง เจ็บปวดก็ร้องโฮ

อีกครั้งนะครับกับความอ่อนไหวทางอารมณ์ของเด็กยุ่น

ชั่วโมงเรียนวิชาภาษาอังกฤษของอาจารย์คำนึง อาจารย์หัวหน้าหมวดภาษาต่างประเทศ อาจารย์ที่ไม่ได้เป็นที่เคารพใดๆเลยสำหรับนักเรียนถั่วงอก ดังนั้นแล้วการเล่นสนุกจนถึงไม่ตั้งใจเรียน จึงเกิดขึ้นซะเป็นส่วนใหญ่เมื่อคาบภาษาอังกฤษและอาจารย์คำนึงมาถึง ซึ่งวันนั้นดันสนุกมากเป็นพิเศษจนเด็กชายยุ่นออกรสออกชาติในการยุกยิก เจ๊าะแจ๊ะเพื่อนคนนั้นที คนนี้ที

การคุยสนุกเสียงดังจนลืมดูไปว่าอาจารย์แกกำลังต้องการขอความร่วมมือให้เงียบสงบเพื่อเช็ครายชื่อก่อนการเรียนการสอน ก็เป็นที่มาของการร้องไห้โฮอีกครั้งของเด็กน้อยยุ่น

เมื่อการป่าวประกาศให้เงียบสงบของอาจารย์ไม่ได้ผล การขึ้นเสียงดังกว่าเก่าจึงต้องตามมา ซึ่งขณะนั้นคนถั่วงอกส่วนมากเริ่มล่าถอยไปแล้วสำหรับพฤติกรรมการคุย ทำให้เสียงโดยรวมของห้องเริ่มที่จะลดระดับความดังลงมา แต่มันไม่ใช่กับเด็กน้อยที่ยังมีอารมณ์ขบขันส่วนตัวกับการเล่นสนุกชวนหัวกับเพื่อนสองสามคนตรงตำแหน่งกลางห้อง

อาจารย์คำนึงมีอารมณ์แล้วแน่ๆกับการไม่เชื่อฟังคำสั่งจากคนที่ยังจ้ออยู่ สายตามองหาตำแหน่งที่มาของเสียงจนไปจบลงตรงเด็กน้อยยุ่นที่กำลังคิกคักออกรสออกชาด ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับอาจารย์ที่กำลังยืนจ้อง อารมณ์เสียตัวสั่นตรงหน้าห้องอยู่

เมื่ออาจารย์แกรู้ถึงที่มาของต้นเสียงที่ยังคงดังต่อเนื่อง ก็จึงจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องจัดการกับเสียงจ้ออันนั้นซะ ว่าแล้วมือแกก็หยิบเอาแปรงลบกระดานติดมือมาด้วยในขณะที่เดินไปยังจุดต้นกำเนิดของเสียงหัวเราะ

ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆ เสียงหัวเราะร่วนและอารมณ์แจ่มใสของเด็กน้อยยุ่นยังคงอยู่ ก่อนการมาถึงของอาจารย์และแปรงลบกระดาน

อะจ๊ะ อะจ๊ะ ๆๆ ………ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆ ……….อะจ๊ะ อะจ๊ะ ๆๆ ……….โป๊ก!!!”

ภาพที่คนทั้งห้องได้เห็นพร้อมกับเสียงดังอันนั้นหลังจากที่จ้องกันอยู่แล้วว่าอาจารย์แกเอาแน่กับเด็กชายยุ่น คือ เศษฝุ่นชอล์กจากแปลงลบกระดานที่ลอยคลุ้งตลบอบอวลอยู่เหนือกบาลของเด็กหน้าใสและเสียงดังโป๊ก ซึ่งก่อนหน้าที่ของแข็งจะเข้ากระทบกับหัวของเด็กน้อย เราได้เห็นไปแล้วกับภาพ เด็กชายยุ่นกำลังยุกยิก แจ่มใส คุยจ้อ อารมณ์ดี มีรสมีชาติ แต่หลังจากการไม่รู้ร้อนรู้หนาวจนมาถึงเสียงโป๊กและฝุ่นชอล์กตลบจางหายไป ภาพที่เห็นอีกทีก็ได้กลายเป็นภาพใบหน้าของเด็กน้อยหน้าตาเหยเก บูดเบี้ยว ปากเบะจนเริ่มมีเสียงกระซิกออกมาพอให้ได้ยิน

แล้วเด็กน้อยยุ่นหน้าตาเบะ ก็ลุกขึ้นค้อนมองหน้าเจ้าของการกระทำ ก่อนตัดสินใจวิ่งออกจากห้องเรียนไป พร้อมทิ้งเสียงกระซิกที่ดังเพิ่มขึ้นจนกลายเป็น ฮือ ฮือ ตามมาให้ห้องเรียนแถวนั้นเป็นต้องได้ยินกัน

ครับ…พวกเราอึ้งกันทั้งห้องกับการเห็นเพื่อนยุ่นโดนตบกบาลด้วยแปรงลบกระดานของอาจารย์คำนึง แต่พวกเราก็ไม่ได้นึกแปลกใจใดๆเลยกับการวิ่งหนีร้องโฮออกไปจากห้องของเพื่อนยุ่นในครั้งนั้น

ซึ่งก็พอเดาได้ว่าเด็กยุ่นคงต้องไปหาร่มไม้ที่ไหนสักแห่งเพื่อพักพิง สูดน้ำมูกและเอามือปาดน้ำตาอยู่เป็นแน่ ในเวลาที่เจ็บปวดอีกครั้งของชีวิตขนาดนั้น

แต่อย่าได้ตามไปดูแลเขานะครับ มิฉะนั้นอาจเจอกับประโยคที่ว่า ฮือ ฮือ ม่ายต้องมายุ่งกับกู ฮือ ฮืออีก

ครับ…สุขใจก็ร่าเริง เจ็บปวดก็ร้องโฮ

และไม่ใช่ว่าเด็กน้อยยุ่น จะต้องเจ็บตัวถึงจะร้องไห้ออกมาได้อย่างเดียว ความอ่อนไหวทางอารมณ์แบบไม่ต้องบาดเจ็บของเขายังเป็นที่มาแห่งการเสียน้ำตาครั้งใหญ่หลวงที่ไม่มีใครคาดคิดได้อีก

วันแห่งการพ่ายแพ้ให้กับการแข่งขันฟุตบอลชายในขวบปีสุดท้ายของห้องสองสอง นักกีฬาทุกคนที่เป็นตัวแทนของห้องถั่วงอกในการตามล่าเหรียญทองโอกาสสุดท้ายของการเรียนทวีธาไม่มีอะไรที่ทำได้ดีไปกว่า การก้มหน้า นั่งยอมรับชะตากรรมแห่งวินาทีผิดหวังเมื่อต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับสีชมพูคู่ปรับตลอดกาล

ครับ..ไม่มีอะไรขมขื่นไปกว่าการที่ต้องสูญเสียให้กับสิ่งที่เป็นความหวังสูงสุด แต่อย่างไรซะนั่นคือ เกมกีฬาที่ทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจกับภาวะท้อแท้อันนั้น

ในขณะที่ความเข้มแข็งกำลังถูกเรียกกลับมาจากเพื่อนกองเชียร์ถั่วงอกที่เข้ามาปลอบประโลม และช่วยกันพยุงตัวถั่วงอกนักกีฬาให้ลุกขึ้นมาสู้กับความเป็นจริงต่อไป วินาทีนั้น วินาทีที่ได้เห็นและเข้าใจถึงคำว่ารู้แพ้ รู้ชนะ กำลังจะก่อให้เกิดกำลังใจและการยอมรับในผลการแข่งขัน แต่จู่ๆเสียงดังเสียงหนึ่งก็ลอยดังเข้ามากระทบรูหูของทุกคนในทีมสีน้ำเงินทั้งหมด ทั้งกองเชียร์ นักกีฬา และก็รวมถึงรูหูของตัวผมเองด้วย

ฮือ ฮือ…….ฮือ ฮือ…. โฮ…โฮ

ครับ และต้นเสียงฮือ ฮือ จนถึงปล่อยโฮเลย เป็นใครไปไม่ได้ครับนอกจาก นักกีฬาสีน้ำเงินหน้าใสคนหนึ่ง ที่ยังเจ็บปวดและทำใจไม่ได้กับผลการแข่งขันที่พึ่งสิ้นสุดลงไป การร้องไห้โฮออกมาดังๆของไอ้ยุ่นในครั้งนั้น ทำให้ผมสามารถเชื่อได้ว่าเกมการแข่งขันที่เพิ่งจบลงไป เป็นการแพ้จบเกมการแข่งขันในระดับนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกได้ เพราะภาพเด็กชายหน้าใสที่ขณะนั้นเปื้อนไปด้วยน้ำหูน้ำตานองเต็มหน้าและสองแก้มแดง ที่กำลังระเบิดเสียงร้องไห้โฮออกมานั้น มันชวนให้คิดไกลไปถึงขนาดนั้นได้จริงๆเหมือนกัน

ฮือ ฮือ…….ฮือ ฮือ กูขอโทษ กูทำให้ทุกคนผิดหวัง กูผิดเอง ฮือ ฮือ….โฮ โฮ

ครับ….เด็กน้อยยุ่นในวัยอายุย่าง17ปี กับการศึกษาในระดับมัธยม ปีที่6 และ ตำแหน่งมิดฟิลด์สีน้ำเงิน ร้องไห้โฮอย่างไม่อายใคร เมื่อความเจ็บปวดทางอารมณ์เดินทางมาถึงขีดสุดของมัน

เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า เด็กน้อยยุ่นไม่สนใจอะไรหรอกครับแม้ว่าจะผ่านการมีบัตรประชาชนมาถึงสองปีแล้วก็ตาม ถ้าความบีบคั้นทางจิตใจมาถึงที่สุดของมัน น้ำตา เสียงสะอื้นและการร้องโฮจะเป็นเหมือนการระบายออกของอารมณ์ที่ดีที่สุดของเขาเสมอ

และเสียงยืนยันชัดเจนอีกเสียงที่ตอกย้ำถึงความเป็นมนุษย์เจ้าน้ำตายามต้องเจ็บปวดของเด็กยุ่นนั้น ก็มาจากการที่พวกเราถั่วงอกบังเอิญได้เจอเพื่อนเก่าโรงเรียนเดิม โรงเรียนวัดบวรนิเวศร์ของเด็กยุ่นกัน ซึ่งครั้งนั้นเพื่อนที่ได้เคยร่ำเรียนด้วยกันมาก่อนตอนม.ต้นกับเด็กยุ่น ได้เอ่ยพูดถึงเพื่อนหน้าใส แก้มแดงคนนี้  ในขณะเวลาที่ เด็กยุ่นกำลังสนุกกับการเจ๊าะแจ๊ะ จุ๊กจิก หัวเราะร่าอยู่กับเพื่อนถั่วงอกอีกคนหนึ่งอยู่ โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าเรากับเพื่อนเก่าของเขากำลังเมามันอยู่กับการนินทา

อ๋อ ไอ้นี่นะเหรอ เห็นแม่งหัวเราะร่วนอย่างนี้ ตอนอยู่บวร แค่บอลพลาสติก เตะอัดหน้ามันทีเดียว แม่งก็ร้องไห้โฮแล้ว

พวกเราถั่วงอกทุกคนที่ได้นั่งฟังฟังประโยคนี้จากปากของเพื่อนเก่าเด็กยุ่น ต่างพร้อมใจ หันหน้าเข้าหากัน ก่อนพนักหน้ายอมรับ

จริง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแค่ตอนแรกแห่งปฐมบทของชายผู้ที่จะมาสั่นสะเทือนความสนุกของสังคมโลกจนภายหลังก้าวขึ้นสู่คำว่าเอกบุรุษหนึ่งเดียว

ตอนหน้า เด็กน้อยหน้าใสขี้แย จะพัฒนาไปเป็นมนุษย์กินตับ

เป็นไปได้ยังไงกัน ตอนหน้าครับ

 

พริ้วไหวดั่งสายน้ำ

5 กุมภาพันธ์  2550

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: