มาที่ตัวไอ้กวงเองบ้าง ด้วยความที่เป็นคนอันมีฐานะ มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่หากจะมีการรวมตัวครั้งใหญ่ในทุกครั้งไหน เคหะสถานของบ้านโก๋กวงจึงมักถูกเสนอชื่อเข้าชิงเป็นลำดับแรกเสมอ โทษฐานที่ใหญ่โตโอ่อ่าสามารถรองรับความจุของสมาชิกแก็งค์กวนทั้งห้องได้อย่างสบายๆ ซึ่งก็มักไม่มีใครปฏิเสธที่จะไปเคหาสน์ถนนเพชรเกษมหลังนั้นกัน หากโก๋กวงพยักหน้าเต็มใจว่าพร้อม

 

เคหะสถานที่ว่านั้น นอกจากจะเป็นบ้านพักผ่อนของมันแล้ว ยังเป็นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตสิ่งทอกางเกงยีนส์ภายใต้แบรนด์เนมที่ชื่อว่า Ciao หากเป็นภาษาอิตาลีแล้วนั้น คำนี้จะออกเสียงว่า เชา ซึ่งแปลว่าสวัสดี แต่สำหรับคนสองสอง ณ เวลานั้น เราแปลกันตามภูมิปัญญาถั่วงอก โดยเรียกยี่ห้อกางเกงยีนส์บ้านโก๋กวงกันว่า เซียโอ้ ครับ

 

ซึ่งพวกเราก็ไม่ลืมที่จะเป็นเจ้าของกางเกงยีนส์ เซียโอ้ กันคนละตัวสองตัว และเพื่อการโปรโมตสินค้าให้กับเพื่อนของเรา แก็งค์ถั่วงอกสวมใส่กันมาในวันลำลองของเรากันทั้งแก็งค์ ไม่ว่าจะเป็นเซียโอ้ สีซีด รุ่นป้ายเหล็ก อันสุดฮิต หรือจะ รุ่นผ้าด้าน ป้ายหนัง พิมพ์ข้างหลังว่า  Ciao Mai (แล้วมีรูปไม้ขีดไฟ คล้ายโลโก้ปกเทปของ ใหม่ เจริญปุระ อัลบั้มใหม่ ไม้ขีดไฟอันโด่งดังในตอนนั้น) เหล่านี้ แก็งค์สองสอง ผ่านการเป็นพรีเซนเตอร์กันมาทั้งนั้น

 

กลับมาที่คฤหาสน์ของมันต่อ

 

เชื่อว่าถั่วงอกทุกผู้ทุกคน หากใครจะพูดว่าไม่เคยไปเที่ยวบ้านโก๋กวงแล้วนั้น มันผู้นั้นน่าจะจัดรวมอยู่ในกลุ่มแก็งค์โลกลืมถั่วเขียวซะมากกว่า เพราะเราแทบจะถล่มบ้านโก๋กวงในทุกๆสุดสัปดาห์กันเลยทีเดียว

 

ที่ใช้คำว่าถล่มนั้น ก็เพราะในทุกๆการไปบ้านโก๋กวง ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เราจะลากลับ แล้วจากไปพร้อมกับความสงบเรียบร้อยและความสบายกาย สบายใจของทุกชีวิตในบ้านโก๋กวงเหมือนดั่งก่อนที่ถั่วงอกจะมาเยือน

 

หากเป็นในเวลากลางวัน ข้าวของประจำบ้านจะกระจัดกระจายไม่เป็นหลักแหล่ง หลักฐานการบริโภคของกินก็โจ่งแจ้งและเป็นไปในแบบมูมมามเกลื่อนกลาด อุปกรณ์การเล่นสนุกเกอร์ที่นิยมรื้อออกมาเล่นกันทุกครั้งที่มาเยือน แต่ก็ไม่ยักจะมีครั้งไหนที่เลิกแล้วจะเก็บมันเข้าที่กัน และที่สำคัญที่น่าจะสร้างความเอือมระอาให้กับแม่บ้านประจำบ้านโก๋กวงก็คือ การเปิดตู้เสื้อผ้าของโก๋กวงแล้วรื้อค้นเอาเสื้อผ้ามันมาสวมใส่เล่นฟุตบอลกัน ในยามที่สามารถยึดเอาลานหน้าบ้านของโก๋กวงมาทำเป็นสนามบอลได้

 

หากสุดสัปดาห์นั้นพวกแก็งค์ป่วนดันรวมตัวกันแล้วมีชีวิตนับเกินได้เป็นสิบคน ลองนึกถึงแม่บ้านคนนั้น คนที่ต้องมีภาระงานเข้าในการต้องเป็นธุระจัดการซักเสื้อผ้ามอมแมมให้กับโก๋กวงหลังแก็งค์ถั่วงอกจากไปดูสิครับ มนุษย์สิบชีวิต ก็คือการเพิ่มงานให้กับคนๆนั้นจากปกติไปอีก ยี่สิบอย่าง ประกอบไปด้วย เสื้อยืดสิบตัว และกางเกงขาสั้นอีกสิบชิ้น

 

เป็นอย่างนี้เป็นประจำครับ

 

ความเกรงใจอยู่ตรงไหนกัน

 

นี่ยังไม่นับรวมเสียงดังโหวกเหวก อีกหลายหมื่นเดซิเบล จากพวกถั่วงอกแย้มบานอีกนะครับ

 

และหากเป็นในยามค่ำคืน ก็ไม่รู้ว่าถั่วงอกวัยแตกเนื้อหนุ่มในตอนนั้น จะลุ่มหลงอะไรกันนักหนากับการแย่งกันเพื่อที่จะได้เป็นนักบิดขับขี่พาหนะสองล้อ เครื่องยนต์เก่าๆคันนั้นของบ้านโก๋กวงกัน

 

ผมกำลังหมายถึง มอเตอร์ไซค์ แบบไม่มีครัช ตบเกียร์ 1,2,3 เน่าๆคันนั้น ที่คนงานบ้านโก๋กวงใช้มันไปเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปซื้อของ

 

แต่กับกลุ่มถั่วงอก ถึงสภาพรถจะเน่าในซักเพียงใด แต่การได้ทดลองหัดขับมอเตอร์ไซค์ขี่ซิ่งเล่นกัน นั่นคือความมันส์ในรูปแบบใหม่ของวัยคะนองอย่างเราๆ ณ ช่วงเวลานั้นอย่างที่สุด

 

หลับตานึกภาพ ซอยหมู่บ้านเงียบสงัดในเวลาที่ใครหลายคนจากบ้านหลายๆหลัง กำลังเคลิ้มเข้านอนกันได้ที่แล้วสิครับ

 

แว้น…..นนนน!!

 

เสียงเครื่องยนต์แก่ชราหากแต่ต้องทำงานเต็มกำลัง บวกกับเสียงดังกวนใจของพวกเราบรรดาแก็งค์กวน ที่ทั้งขี่ทั้งซ้อน ร่อนกันไปให้ทั่วตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอย ซึ่งเมื่อขับขี่ซิ่งหนำใจเสร็จแล้วประมาณการคู่ละหนึ่งรอบ ก็ไม่รีรอที่จะส่งมอบความมันส์ในรูปแบบรถเครื่องผลัดเปลี่ยนให้คู่ต่อไปที่ยืนรออยู่ตรงประตูด้านข้างของบ้านโก๋กวงกันต่อ

 

คิดดูสิครับ เสียงแว๊นอันน่าปวดใจกับเสียงฮาสนั่นหวั่นไหวของพวกเขา ในแต่ละรอบที่ไม่จบไม่สิ้น มันสร้างความสนุกบันเทิงโดยไม่ได้มีจิตสำนึกใดๆเลยว่า ชาวบ้านแถวนั้นจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับคำอวยพรให้กับพวกเราเพียงไหน

 

เป็นอย่างนี้เป็นประจำครับ

 

แล้ว…ความเกรงใจอยู่ตรงไหนกัน

 

ซึ่งก็ดูเหมือนว่า คำๆนี้ไม่น่าจะพานพบได้ในพจนานุกรมของกลุ่มกวนแก็งค์นี้ ซึ่งตัวโก๋กวงเอง ก็พอจะรู้ดีถึงพฤติกรรมเมินความเกรงใจจนถึงคุณสมบัติสันดานต่างๆของพวกเรากัน ทำให้มันทำได้ก็เพียงว่า พยักหน้ายอมรับว่าช่างมัน และทนเป็นเพื่อนกับพวกเราต่อไป ซึ่งจากการที่ไม่รู้จักคำว่าเกรงใจเลยของเราแก็งค์ถั่วงอก เมื่อบวกไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ในเงินทุนของโก๋กวง ทำให้บางทีในแต่ละครั้งสำหรับการไปกินหรือไปเที่ยวเล่นในสถานที่ไหนก็แล้วแต่ของโก๋กวงกับแก็งค์กวน หากมันต้องมีบางครั้งที่การเที่ยวเล่นมันมีเหตุให้ต้องเกินลิมิตแห่งการเช็คบิลไป แน่นอนครับว่าบทสุดท้ายแห่งการระดมทุนของถั่วงอกทุกคน ทุกสายตาจะถูกเหวี่ยงและหันมาพร้อมรอยยิ้มอันพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมายกันที่คนมีฐานะเพื่อนเราคนนี้เท่านั้นครับ

 

เวลานั้น แก็งค์ถังแตกอยู่กับความหวังอันเดียวที่พึ่งพาได้

 

ซึ่งก็ไม่เคยเห็นเลยว่า กำลังทรัพย์สำรองของโก๋กวงจะไม่เคยพอจ่ายเลยสักครั้ง

 

ซึ่งมันยังเคยถึงขนาดว่า โก๋กวงกินน้ำเปล่าเพียงแก้วเดียวด้วยแบ็งค์พัน ก็มีมาแล้ว

 

หรือจะเป็นการไม่ได้ตั้งใจพาพวกเราไปเลี้ยงวันเกิดกันที่เหลาหรือภัตตาคารสุดหรูภายใต้ชื่อว่า ซันฟลาเวอร์ แถวถนนสีลม ซึ่งเหตุเกิดก็เพราะการแนะนำให้ของโก๋ต๊อง ที่บอกว่าอร่อยและมันมากินบ่อยกับครอบครัวของมัน และที่สำคัญคือราคาถูก แต่กับคณะถั่วงอกบนภัตตาคารหรูเกินตัวที่สามารถมองเห็นได้จากการตกแต่งภายในและห้องสูทรับประทานอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้นั้น ไม่น่าจะเป็นอะไรที่เข้ากันได้เลยสำหรับกลุ่มเด็กชายหัวเกรียนที่ยังคงแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่ หากแต่ครั้งนั้น การหลงเชื่อโก๋ต๊องที่เจ้าตัวยังคงยืนยันปากแข็งว่าราคาถูกอยู่อีก ทั้งๆที่เราเปิดเมนูและแทบจะพลิกควานหาราคาอาหารที่ต่ำกว่าสามร้อยบาทแล้วได้คำตอบว่า ไม่เจอเลยสักอย่างนึง แล้วเรียบร้อย ทำให้การตกกระไดพลอยโจนหมู่ของพวกเราในวันนั้น โก๋กวงต้องรูดการ์ดเลี้ยงอาหารจีนพวกเราไปด้วยวงเงินเป็นหมื่นบาท

 

ดังนั้น เพื่อนคนนี้จึงเป็นเสมือน เพื่อนที่แสนดีอะไรก็ได้  ชิว ชิว ไม่ได้คิดมากมายอะไรกับการต้องถูกเบียดเบียนจากถั่วงอกถังแตก แต่ก็มีอยู่ครั้งนึงครับ ที่โก๋กวงมีเรื่องราวให้ต้องได้ขบคิดไปกับเขาด้วยเหมือนกัน เมื่อโก๋กวงดันเกิดมีเรื่องราวบาดหมางใจกับเพื่อนร่วมห้องถั่วงอกคนหนึ่งเข้าให้ ถึงขนาดที่ว่าไม่พูดไม่จากันไปเป็นเทอมเลยแหละครับ

 

ขอย้ำ…เป็นเทอมจริงๆครับ

 

ซึ่งไอ้มนุษย์ถั่วงอกคนที่ว่านั้น มันก็ได้แก่มนุษย์เชื้อโรคโก๋เมศร์ ที่บังเอิญว่าวันหนึ่ง มันสองคน ดันมีปากมีเสียงเถียงกันในเรื่องอะไรซักเรื่องหนึ่ง ที่คงไม่ใช่เรื่องมีสาระสักเท่าไหร่ หากแต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอกันจนต้องทำให้คนสองคนถือเป็นเรื่องใหญ่ จนกลายเป็นประเด็นพิพาทเลิกคบกันไป

 

ครับ แต่ความบาดหมางครั้งนั้น มันก็ดันกลายเป็นเรื่องตลกไป เมื่อสองชีวิตที่ว่านั้น ยังต้องอาศัยอยู่ร่วมห้องเดียวไปพร้อมๆกับพวกถั่วงอกขี้อำอยู่

 

เพราะเมื่อพวกเราเห็นมัน ไม่คุยกันนานๆเข้า โครงการถั่วงอกสมานฉันท์ โดยถั่วงอกที่เหลือ ก็เลยจัดให้

 

ไช..ยา…รัตน์ นนน ถั่วงอกบรรจงส่งเสียงหวานไปยังโก๋กวง เมื่อขณะเวลาที่สองคนคู่บาดหมางกำลังก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสือกันอยู่

 

ราเมศร์เรียก ถั่วงอกเสียงอ้อนหวานกว่าเดิม หยอกต่อไปอีกหนึ่งดอก เมื่อเห็นว่าโก๋กวงหันมา

 

และในทางกลับกัน ก็เป็น

 

รา…เมศร์ รรร

 

ซึ่งพอโก๋เมศร์หัน

 

เราก็พร้อมเพรียงกัน ไชยรัตน์เรียก

 

พวกเราพยายามกวนตีนสร้างบรรยากาศให้คนสองคนที่ไม่ถูกกัน ณ เวลานั้น เกิดความประหม่าเขินอายที่ต้องหันหน้ามาตามเสียงแล้วเจอพวกกวนตีนชี้นิ้วต่อไปยังคนที่ไม่คุยกัน โดยสมมติว่าคู่กรณีเป็นคนเรียก สถานการณ์ที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาดูพฤติกรรมคืนดีของคนทั้งห้อง  แน่นอนแหละครับว่า การแซวมุขหยอดเสียงหวานไปสู่คู่ กวง เมศร์ แล้วเห็นมันสองคนยิ้มแก้เก้อกันนั้น มันสร้างความชอบใจให้คนถั่วงอกโครงการสมานฉันท์เพียงใด

 

ครับ…ในเวลานั้น เราๆก็ก็รู้ๆกันอยู่แล้วแหละว่า มันสองคนไม่ได้คิดอะไรกันแล้ว เพียงแต่ว่ามันยังไม่เริ่มหาโอกาสคุยกันเองมากกว่า

 

ที่บอกว่ามันไม่คิดอะไรกันแล้วนั้น ก็เพราะสังเกตได้ว่า ตอนเตะบอลกัน มันสองคนก็ยังลงสนามเล่นเคียงคู่อยู่ข้างทีมบางกระดี่ด้วยกันได้ แถมยังมีบางชอต ที่แอบรับส่งบอลให้แก่กัน เหมือนมองตาก็รู้ใจกันได้อีก จนเป็นที่สงสัยของเพื่อนหลายคนว่า ทำไม คนสองคนที่ไม่คุยกัน แต่กลับเล่นรับส่งบอลกันได้อย่างประดุจคนรู้ใจ

 

ใช่ครับ…ประดุจคนรู้ใจ ยิ่งมาบวกกับเรื่องที่ว่า นอกจากมันสองคนจะเล่นฟุตบอลอยู่ทีมเดียวกันแล้ว ในตอนที่ต้องกลับบ้าน กวง เมศร์ สองคนนี้ก็ยังต้องกลับบ้านทางเดียวกันอีก โดยเป็นโก๋เมศร์ที่ติดรถยนต์ส้มแป้นของโก๋กวงไปลงกลางทางเพื่อต่อไปยังบ้านเคหะ บางขุนเทียน

 

คนไม่คุยกันเป็นเทอม แต่กลับเล่นบอลกันอย่างคนรู้ใจ และยังเป็นสองคนเท่านั้นที่ยังนั่งรถกลับบ้านไปด้วยกันอีก

 

เอ ชักยังไงครับ ลองคิดถึงบรรยากาศมาคุภายในรถดูสิครับ

 

คนเคยมีเรื่องบาดหมางกัน แม้จะไม่คิดอะไรแล้วก็ตาม แต่กลับไม่พูดไม่จากัน  และกลับต้องไปด้วยกันเกือบทุกวันหลังเลิกเล่นบอลตอนเย็น

 

เมื่อความสงสัยเก็บไว้ไม่อยู่ ผมจึงลองเสี่ยงถามโก๋เมศร์ดูว่า ที่มึงกลับบ้านกับไอ้กวงทุกวันนะ มึงคุยอะไรกันบ้างป่าววะ

 

ก็มี…ก็คุยกันบ้าง เมศร์ตอบ

 

กูพูด ขอบใจ ไอ้กวงพูด โชคดี

 

ครับ…มันบอกแค่นั้นเองครับในแต่ละครั้งที่พูดยามไปด้วยกัน ซึ่งก็เป็นเฉพาะตอนที่มันร่ำรากันตอนลงจากรถ

 

ใครเชื่อบ้างครับ

 

เมื่อสถานการณ์หลายอย่างมันฟ้องครับ ว่าบางทีสองคนอาจมีอะไรลึกซึ้งมากกว่านั้น เพราะเมื่อเวลาที่เพื่อนอำเรียกชื่อสองคน มันก็ยิ้มหวาน เอียงอายต่อกัน และยิ่งเมื่อถึงเวลาเล่นบอลด้วยกันในนามทีมบางกระดี่ มันก็ทำกุ๊กกิ๊กส่งบอลให้กันได้อย่างเนียนความรู้สึกหน้าตาเฉย

 

ถั่วงอกทั้งหลายจึงฟันธงไปว่า ต่อหน้าพวกเรามันอาจไม่แสดงออกใดๆ แต่การต้องอยู่ด้วยกันในที่แคบๆ แอร์เย็นฉ่ำ ดั่งเช่นรถยนต์บีเอ็มกันสองต่อสองไปตลอดทางกลับบ้านนั้น บางทีบรรยากาศอาจเป็นใจได้เหมือนกัน

 

บางทีนะครับ โก๋เมศร์ อาจเคยพูดประโยคนี้มาแล้วก็ได้ ในรถยนต์ส้มแป้นคันนั้น ในวันไหนสักวันที่เขากลับบ้านไปด้วยกัน แล้วเกิดความพลุ่งพล่านของอารมณ์ที่สื่อถึงกันได้

 

เพื่อน…กูรักมึงวะ

 

ยามนั้น สถานการณ์ที่ไม่เข้าใครออกใคร ใครเล่าจะรู้

 

จนเมื่อกีฬาสีใกล้เข้ามานั่นแหละที่ทำให้สองคนเริ่มเปิดปากต่อหน้าสาธารณชนถั่วงอก เพราะด้วยต้องการความเต็มที่ในการสื่อสารเล่นฟุตบอลกันเพื่อสีน้ำเงินของถั่วงอก หรือต้องการหลีกเลี่ยงถึงการซุบซิบนินทาในหัวข้อสีม่วงของชาวถั่วงอกก็ไม่รู้ จึงทำให้โก๋กวงและโก๋เมศร์ตัดสินใจหันหน้ามาพูดจากันอีกครั้ง นั่นจึงเป็นเหตุทำให้พวกเราต้องทิ้งความสงสัยในเรื่องราวของคนสองคนกับบรรยากาศที่เป็นใจที่อาจเกือบพาพวกเขาแปรเปลี่ยนไปแล้วในครั้งโน้นไว้เป็นเพียงบันทึกลับระหว่างเขาสองคนเท่านั้นพอ

 

เพราะหลังจากที่มันทั้งสองกลับมาปรองดองกันในวิสัยเพื่อนชายอันปกติ อันได้แก่ กิน เที่ยว และเล่น เหมือนเฉกเช่นเพื่อนถั่วงอกคนอื่นๆทั่วไปเขาทำกัน เรื่องราวซ้อนเร้นของทั้งสองก็ไม่มีให้เป็นประเด็นอีกต่อไป

 

ปัจจุบัน หลังจากผ่านช่วงเวลาทวีธาไป จากส้มแป้นก็เปลี่ยนไปเป็นรถยนต์คันอื่นๆไป โลตัสบ้าง วอลโว่บ้าง เมอร์ซิเดสบ้าง แต่ขณะที่คนขับยังเป็นคนง่ายๆคนเดิมที่ยังคงวนเวียนอยู่กับกลุ่มแก็งค์ถั่วงอกเหมือนเมื่อครั้งใส่ขาสั้น ทอ ภอ ด้วยกัน จะมีขาดหายไปบ้างก็ช่วงที่โก๋กวงบินไปเรียนต่อโทยังประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากจบปริญญาตรีที่หอการค้าไทย

 

ซึ่งหลังจากไปเอาความรู้ถึงเมื่องนอกเมืองนา จนถึงวาระแห่งการกลับมา ความสัมพันธ์ของโก๋กวงกับแก็งค์เราก็ยังคงเข้มข้นอยู่เหมือนเดิม

 

ไม่ว่าจะเป็น กิน เล่น เที่ยว ตลอดจนการเล่นฟุตบอลอยู่ทีมเดียวกัน ณ ปัจจุบัน

 

ซึ่งจากสายสัมพันธ์อันยาวนานในวันที่ผ่านมานั้น ถ้าจะมีสักอย่างเพื่อบอกเล่าความรู้สึกที่มีต่อโก๋กวง ก็เชื่อว่าเพื่อนๆหลายๆคนในวันนี้ ก็คงอยากที่จะพูดประโยคเดียวเฉกเช่นกันกับโก๋เมศร์ในครั้งนู้น หากแต่ต่างไปซึ่งความหมายซ่อนเร้นอันนั้น

 

เพื่อน (พวก)กูรักมึงวะ

 

ไชยรัตน์ เลิศสิริสัมพันธ์  นักเรียนคนที่  35 ห้อง 22 ทวีธา’97

 

พริ้วไหวดั่งสายน้ำ

2 ตุลาคม 2550

2 Responses to

  1. nidnoi says:

    จริงหร๊อออ??  คิดมากนะเนี่ย!!!

  2. Rames says:

    ไอ้เหี้ย….เหี้ยจริง ๆ 
    แม่ง…….คิดได้ไงวะ
     
    ใครเชื่อแม่งเป็นไอ้เขียวบวกไอ้แก่….แถมโก๋ตุ๊กอีกคน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: