เจ้าของห้องแห่งความลับ 206

 

7.45 นาฬิกา ประตูรั้วเขียวขาว ณ โรงเรียนชายล้วนฝั่งธนบุรี ถูกเปิดอ้ามาตั้งแต่ฟ้าสางหลังดวงตะวันโผล่พ้นขึ้นจากขอบฟ้า ประตูทำหน้าที่ของมันในทุกวันเพื่อต้อนรับนักเรียนหัวเหน่ง กางเกงยาว ปักอักษรย่อ ทอ ภอ บนหน้าอก ที่ส่วนใหญ่กำลังจ้ำอ้าวเพื่อทยอยเข้าสู่สนามทรายใจกลางโรงเรียน สถานที่ที่ทุกชีวิตในโรงเรียนต้องรวมตัวกันในทุกเช้าเพื่อร่วมร้องเพลงชาติ สวดมนต์ และรับฟังข่าวสาระสนเทศต่างๆ ก่อนการแยกย้ายไปสู่การเรียนการสอนในแต่ละวัน

 

เวลานั้น แถวนักเรียน เริ่มเป็นรูปเป็นร่างกันบ้างแล้ว จากเด็กเล็กไปยันเด็กโต จากลำดับความสูงไปยังลำดับความเตี้ย ต่อเนื่องกันไปเป็นลำดับ โดยยืนเรียงแถวหน้ากระดานหันหน้าเข้าหาตึก 3 ตึกเอนกประสงค์ที่ด้านหน้าตึกใช้เป็นที่ตั้งของเวทีอันเป็นศูนย์กลางแห่งการสื่อสารกันในแต่ละวันระหว่างครูกับนักเรียน โดยยืนเรียงแถวต่อๆกันไปจนสุดแถวสุดท้ายอันได้แก่แถวของนักเรียนมัธยมศึกษา ชั้นปีที่หก

 

ซึ่งหากจะเพ่งมองกันแบบไม่คิดอะไรแล้ว แถวนักเรียนทั้งหลาย ก็ออกจะเป็นระเบียบกันดีอยู่หรอก และยิ่งเมื่อเข้าใกล้สัญญาณอันเป็นเวลาที่ทุกคนในรั้วทวีธารู้ดีอยู่แล้วว่า ถ้าเสียงอินโทรเพลงมาร์ชจากลำโพงเครื่องกระจายเสียงคุณภาพต่ำที่รายล้อมรอบโรงเรียนดังขึ้นนั้น ชาวทวีธาทั้งหลายกำลังจะได้เคารพธงชาติกันในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้แล้ว มันก็ยิ่งทำให้แถวนักเรียนทั้งหลายยิ่งแทบจะพร้อมเพรียงเป็นระเบียบเรียบร้อยกันสำหรับการรวมพลังเปล่งเสียงประเทศไทยรวมเลือดเนื้อเป็นชาติเชื้อไทย แต่อย่างที่บอกไปข้างต้นในคำพูดที่ว่า แถวนักเรียนทั้งหลายออกจะเป็นระเบียบดีอยู่หรอก แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะมีแถวนักเรียนอยู่ครบกันทุกห้องซะเมื่อไหร่ ซึ่งถ้าจะหาอะไรที่แปลกแตกต่างออกไป ก็สมควรต้องเหวี่ยงสายตามองมายังแถวนักเรียนม.ปลาย สายศิลป์ คำนวณ หรือ อีกความเข้าใจหนึ่งก็คือแถวนักเรียนที่มีเลขรหัสตามหลังว่า สองสอง ห้องถั่วงอกกัน

 

มีแต่ความว่างเปล่า หรือเต็มที่ก็มีเพียงนักเรียนสองสามคนกำลังยืนทำท่าทางเอียงอายละล้าละลัง ในสาเหตุแห่งการไร้แถวนักเรียนเหมือนนักเรียนห้องอื่นๆอยู่

 

พวกเขาส่วนใหญ่ไม่อยู่ที่นั้น  ซึ่งแปลว่า หายไป ณ เวลานั้น

 

คำถามต่อมาคือ พวกเขาไปอยู่ที่ไหนกัน

 

…………………………

 

จากรั้วโรงเรียนทวีธาภิเศก มุ่งหน้าไปยังขวามือจนเดินเลยผ่าน ร้านดำรง ร้านที่ประตูร้านปิดตายโดยตลอด แต่เป็นที่เข้าใจของคนละแวกนั้นว่า ร้านนี้เปิดบริการเสมอ หากเพียงต้องการในสิ่งใด ตะโกนร้องขอความต้องการนั้นเข้าไป สินค้าจะถูกหยิบยื่นออกมาให้เราได้ชำระเงินสดกันตรงหน้าร้านนั้นเอง และเมื่อเดินผ่านร้านดังร้านนี้ในซอยทวีธาภิเศกไปจนสุดปากซอยอันเป็นถนนอิสรภาพ ณ เบื้องหน้า หันหน้าไปทางขวาแล้วก้าวเดินต่อไปอีก 100 เมตร จะเจอกับทางม้าลายที่สามารถข้ามไปถึงยังร้านขายยาอันมีน้ำเก๊กฮวยที่สุดแสนจะชื่นใจแก้วละ 1 บาท แช่เย็นเจี๊ยบรออยู่ในตู้แช่ที่ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้าร้าน จากนั้นชำเลืองมองทางขวามือถัดไป จะพบปากทางเข้าซอยภายใต้ป้ายชื่อขนาดใหญ่เหนือหัวว่า หมู่บ้านศิวาลัย สาวเท้ามุ่งหน้าตรงต่อเข้าไปสู่อาคารที่ตั้งอยู่ตรงทางโค้งเล็กๆอาคารแรก ซึ่งใต้ถุนอาคารจะมีร้านข้าวตามสั่งเป็นจุดสังเกตให้เห็น  จากนั้นก็ก้าวเดินเลาะไปยังข้างอาคารแล้วมุ่งหน้าไปให้เจอบันไดทางขึ้น เดินวนเพียงหนึ่งชั้นก่อนพาตัวเองออกมายังชั้นสองของอาคาร

 

เพียงเท่านี้ในวันเวลาปกติธรรมดาของเช้าทุกวันที่มีการเรียนการสอน เสียงดังกึกก้องจากมนุษย์กลุ่มหนึ่งจะทำให้ใครก็ตามที่ต้องการเจอแถวนักเรียนที่หายไปสามารถเดินไปถูกทางได้เอง

 

เพราะเพียงจากจุดของบันไดชั้นสองนั้น เสียงเฮฮาอันไม่แคร์มารยาทสังคมชาวหอที่ลอดผ่านประตูออกมาเป็นระยะๆ จะพาท่านเดินทางต่อไปยังฝั่งซ้ายมือเองโดยสัญชาตญาณ จนเรื่อยมาถึงหน้าประตูต้นเสียงบานหนึ่ง ที่ขณะนั้นเป็นเพียงแค่แผ่นไม้กั้นเสียงเอะอะโวยวายอันแทบทะลักล้นจากการมีมนุษย์เริงร่าพักอาศัยอยู่ภายในโดยประมาณการคร่าวๆว่าน่าจะเกินกว่า 20 คน ภายใต้ตัวหนังสือเลขอารบิกขนาดย่อมแปะติดหน้าห้องพักที่พออ่านออกได้ว่า….

 

206

 

ครับ นี่คือ เลขรหัสลับอันรู้กันในทุกเช้าของคนถั่วงอกผู้ซึ่งปฎิเสธการเข้าแถวเคารพธงชาติ เพียงเพราะการต้องการอยู่รวมกลุ่มภายใต้การชุมนุมและเจตนาแฝงในทุกเช้าวันใหม่

 

และถ้าเปิดประตูไม้ เลขที่ 206 เข้าไป คำตอบที่ว่า พวกเขามาทำไมกันที่นี่ในทุกเช้าก็จะเฉลยออกมาพร้อมเสียงเฮฮาที่ดังทะลักสวนออกมาทันทีที่ประตูไม้บานนั้นอ้าออก

 

เย้ !!…..งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้ามาสู่วงรำ……

 

นี่คือ เนื้อร้องของเพลงเฮฮา ที่มักดังสนั่นเสมอยามที่เจ้ามือหรือลูกมือคนใดก็ตามเกิดถือไพ่ป๊อกเก้าเด้ง

 

ถั่วงอกเริ่มต้นวันใหม่ของทุกวันโดยการยึดเอา ห้องพักเลขที่ 206 ของหอพักศิวาลัย มาเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเงินตรากัน ซึ่งโดยมากมันก็มักจะเมามันจนเลยเถิดเวลาแห่งการเคารพธงชาติกันแทบทุกเช้า

 

เราเป็นอย่างนั้นมาโดยตลอดการเล่าเรียน 3 ปีทวีธา ซึ่งเล่าให้ฟังอย่างนี้แล้ว มันก็น่าจะเพียงพอที่จะสื่อไปถึงตัวเจ้าของห้อง206 ผู้ซึ่งน่าจะเป็นบุคคลที่ยินยอมและยินดีปรีดาที่ได้เห็นเพื่อนรักทั้งหลาย ร่วมกันทำข้อตกลงเลือกสถานที่ของมันเป็นที่พบปะกันในทุกเช้า หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การที่น่าจะรู้เห็นเป็นใจ ให้เหล่าบรรดาแก็งค์กวนทั้งหลายได้ยืมใช้สถานที่ห้องพักของเขาในการประกอบธุรกรรมการพนันขันต่อได้อย่างมีไมตรีจิต มิได้มีจิตใจคิดคัดค้าน ต่อต้านหรือห่วงหวงสถานที่เลยใช่มั๊ย

 

…………

…………

 

ผิดเต็มๆ

 

ไม่ใช่เลยครับ เจ้าของห้อง 206 ไม่ใช่บุคคลใจดี มีน้ำใจงามต่อแก็งค์ถั่วงอก ดั่งเช่น การสมยอมให้ยืมสถานที่เล่นการพนันตามที่กล่าวไปเลยสักนิดเดียว หากแต่เป็นบุคคลในด้านตรงกันข้ามต่างหากถ้าจะต้องพูดถึงเรื่องราวของเขากับห้อง 206 และแก็งค์ถั่วงอก

 

ที่ชุมนุม ฐานทัพลับ แหล่งกบดาน สถานคาสิโน โรงน้ำชา ห้องตัณหากามรมณ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ หากมันจะต้องนึกถึงสถานที่รวมตัวพร้อมกิจกรรมเอนเตอร์เทนเมนต์ครบวงจรของแก็งค์ถั่วงอกแล้ว ห้อง 206 คือ ห้องแห่งความลับอันนั้นอย่างแน่นอน และเมื่อถึงคราวต้องเปิดความลับแห่งห้องนี้  บรรทัดนี้จึงขอเติมความกระชับรูหูในความคุ้นเคยขึ้นมาสักหน่อยละกัน เพราะพวกเราชาวสองสองจะพยักหน้าร้องอ๋อกับ 206 ห้องแห่งความลับนี้กันในนามของ….

 

หอแก่

 

ครับ..เมื่อเราเรียกมันกันว่าหอแก่ ดังนั้นเลยจึงไม่มีเหตุผลอื่นใดที่เจ้าของห้อง 206 จะไม่ได้ชื่อ ไอ้แก่หรือ โก๋แก่แห่งแก็งค์ถั่วงอก

 

โก๋แก่ แรกเริ่มเดิมทียามที่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนคนถั่วงอก เขาเป็นเพียงเด็กชายหนุ่มน้อย ผู้ที่แลดูในครั้งแรกก็พอรู้แล้วว่า กำพืดของเขาต้องมาจากปริมณฑลที่ไหนสักแห่งไม่ไกลจากมหานครกรุงเทพแน่ ที่บอกเช่นนี้ได้ก็เป็นเพราะนอกจากลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์แห่งการเป็นเด็กบ้านนอกแล้วละก็ สำเนียงเหน่อของโก๋แก่ก็ยิ่งทำให้ทุกคนประจักษ์ชัดแจ้งไปอีกว่า หนุ่มน้อยหน้าตาติดลูกครึ่งไทยจีน ผมตั้งเด่เป็นไม้กวาดผู้นี้นั้น เป็นเด็กหนุ่มภูมิภาคตะวันตก หลังหุบเขากาญจนบุรีอย่างแน่นอน

 

และจากความไม่ประสีประสา แต่เมื่อได้ผันตัวเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ โก๋แก่น้อย ผู้ต้องการยกระดับฐานันดรตัวเองจากวัยรุ่นภูธร มาเป็นเด็กสยาม กอ ทอ มอ ตามที่เคยที่ฝันไฝ่ เป็นเหตุให้ การปกปิดชื่อฉายาดั้งเดิมอันเป็นมาตั้งแต่สมัยอนุบาล จึงเป็นความคิดในจิตใต้สำนึกส่วนหนึ่งของโก๋แก่น้อยที่ต้องพยายามทำมันให้ได้ ยามนั้นหากใครได้รู้ว่า นายวิทูรย์ มีชื่อล้อที่เพื่อนกาญจนบุรีเรียกติดปากกันมาว่า ไอ้แก่ แล้วละก็ อายเค้าตายห่าแน่ ถ้าเกิดยังมีใครหน้าไหนตะโกนเรียกไอ้แก่ ไอ้แก่ อยู่อย่างนั้นท่ามกลางเมืองโอฬารอันศิวิไลท์ดั่งเช่นกรุงเทพ

 

ว่าแล้วการออกสู่โลกกว้างในวัยม.ปลายครั้งนั้นของโก๋แก่ต่อห้องสองสอง เขาจึงแนะนำตัวเองเสียใหม่ ด้วยจิตใจเจตนาซ้อนเร้นชื่อที่เขาคิดว่าอัปปรีย์อันนั้นเสีย

 

สวัสดีครับ ผมชื่อ ทูรย์ ครับ

 

แต่ก็เหมือนชะตาฟ้าไม่อาจส่งให้โก๋แก่ได้มีโอกาสลืมกำพืดตัวเองได้ เมื่อเพื่อนคู่หูที่เดินทางบุกบั่นมา กอ ทอ มอ เพื่อมาเรียนหนังสือด้วยกันในครั้งนั้นดันเป็นมนุษย์ที่มีชื่อว่า จิมมี่ อุย เจ้าชายตะวันตก บุรุษผู้อหังการ์คนนั้น

 

จิมมี่ ทำให้เราได้รู้ทุกอย่างว่า โดยแท้ทีเดียวแล้ว วิทูรย์ หนุ่มตะวันตกผู้ต้องการลบล้างชื่อฉายาห่วยแตกจากกาญจนบุรีผู้นี้ มันชื่อไอ้แก่ และก็ไม่ได้แค่ชื่อฉายาเพียงอย่างเดียวที่จิมมี่บอกกับพวกเรา มันยังรวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆตลอดจนถึงไอ้แก่มันมีอุปนิสัยใจคอยังไงอีกด้วย

 

ไอ้แก่ มาจากพฤติกรรมโก๊ะๆ ท่าทางเฉิ่มๆ เบอะๆ เชยๆ ที่โดยรวมแล้วแลดูเหมือนพฤติกรรมของคนวัยทองพึงกระทำกันมากกว่า ดังนั้นชื่อแก่มันจึงเป็นชื่อที่ชาวตำบลท่าเรือ จังหวัดกาญจนบุรี สุมหัวไว้วางใจและมอบหมายให้กับมัน ซึ่งคำว่าแก่ที่ว่านี้ มิได้มีความหมายในเรื่องของลักษณะทางหน้าตาส่วนใดของมันเลยที่ดูมีอายุเกินวัยวุฒิจริง

 

เมื่อมิอาจปฎิเสธรากเหง้าชื่อเสียงของมันได้ ชื่อไอ้แก่จึงเป็นที่ติดปากอย่างรวดเร็วภายใต้การนำเข้าของจิมมี่ ซึ่งในตอนแรกเริ่มแห่งการทำความสนิทสนม นอกจากชื่อฉายาที่ถูกถั่วงอกล้อแล้ว โก๋แก่ยังต้องตกเป็นเป้าให้กับการโดนล้อโดนอำ จากกรณีอื่นๆอีกโทษฐานที่มาจากบ้านนอกชนบท

 

ซึ่งก็แปลก ทั้งๆที่คนในห้องสองสองหลายๆคนก็มาจากต่างจังหวัดเหมือนกัน แต่เป้าใหญ่แห่งความสนใจกลับเป็นที่นายวิทูรย์ หนุ่มตะวันตกแต่เพียงผู้เดียว

 

ไอ้แก่ นี่คือ ลิปควิก เปเปอร์ เอาไว้ใช้ลบคำที่เขียนผิด

 

ไอ้แก่ นี่เขาเรียกว่าไมค์โครโฟน เอาไว้พูดขยายเสียงให้ดัง

 

ไอ้แก่ อันนี้เขาเรียกว่าลิฟท์ ใช้สำหรับเดินทางขึ้นลงแทนบันได

 

ฯลฯ

 

เหล่านี้ครับที่เราใช้เป็นมุขมาอำโก๋แก่ ในการเรียนรู้ถึงนวัตกรรมพื้นๆแห่งเมืองศิวิไลท์ ยิ่งโดยเฉพาะอันหลังสุด ไอ้แก่ นี่ลิฟท์นะ ที่เป็นที่มาแห่งการฟาดปากกันกับ ไอ้ชัก มนุษย์คุยโว ที่โก๋แก่ ณ.เวลานั้นเหลืออดแล้วกับมุขอำมุขนี้ เป็นเหตุให้อารมณ์ฉุนกึกถึงขั้นพุ่งปริ๊ด จนมีเรื่องชกต่อยกันกับไอ้ชักที่เสล่ออำไม่ดูตาม้าตาเรือจนเพื่อนต้องเข้ามาห้ามปรามกันยกใหญ่ในแถวเคารพธงชาติ ก่อนมาทราบในภายหลังว่า โก๋แก่ยอมให้คนอื่นล้อมันได้ แต่ไม่ใช่กับ ไอ้ชัก ที่มันหมั่นไส้อยู่เป็นทุน

 

นั่นแน่ เมื่อมันถึงขีดสุด เลือดมันต้องร้อนกันบ้าง ช่างหยิ่งทะนง ตามแบบฉบับของคนตะวันตกซะจริง แต่ความเลือดร้อนไม่ดูตามาตาเรือเหมือนกันของโก๋แก่ในครั้งนั้น จบลงตรงที่….

 

โก๋แก่=เละ

 

แต่ไอ้ชัก=สบายๆ ชิล ชิล

 

คือ หากไอ้ชักไม่มีอาการชักกระตุกระหว่างการชกต่อยซะก่อน ใครก็เอาไอ้ชักลงยากครับ

 

ฉะนั้น อย่าไม่ดูตาม้าตาเรือมีเรื่องกับไอ้ชักครับ

 

มาที่ลีลาท่าทางของโก๋แก่บ้าง ด้วยบุคลิก ลกๆ เดินแกว่งไม้แกว่งมือ ไร้ซึ่งทิศทางอันแน่นอน ท่วงท่าการเดินเหินแบบที่ไม่ใช่มนุษย์มนาเขาเดินเท้ากัน มันจึงเป็นที่มาแห่งคาแรกเตอร์อันโดดเด่นเฉพาะยามที่มันย่างก้าวเดิน และยิ่งถ้าจะเพิ่มเติมความแปลกแห่งท่วงท่าเข้าไปอีกละก็ ขอให้ท่านผู้อ่านลองนึกถึงภาพเด็กชายตัวสูง หัวตั้ง ที่ขนาดเดินเท้าแบบปกติ มือไม้มันยังแกว่งไกวเปะปะ ไปในแบบท่วงท่ายามต้องเล่นฟุตบอลกับทีมบางพลัดในศึกน้ำเงินเดือดด้วยแล้วดูสิ

 

ลีลาเทพเลยละครับ

 

โก๋แก่ถูกวางให้อยู่ในตำแหน่งกองหลังตัวกลางประจำทีมจากฝั่งบางพลัด และด้วยสรีระในช่วงเวลาม.ปลายตอนนั้น ความสูงของโก๋แก่ไม่จัดว่าเป็นรองใคร ดังนั้นแล้วมันน่าจะพอวางใจได้ใช่มั๊ยในเรื่องการเล่นลูกโด่งกลางอากาศ

 

ครับ..จริงครับ โก๋แก่กับการต้องเล่นลูกโด่งในทุกครั้งที่โอกาสมาถึง ได้สร้างความน่าหวาดหวั่นให้กับเหล่าบรรดากองหน้าบางกระดี่แทบทุกครั้ง หากแต่ว่ามันไม่ใช่การสกัดที่แม่นยำโดยการใช้หัวโหม่งหรอกนะครับที่ชาวบางกระดี่กลัว หากแต่มันคือการสปริงตัวขึ้นเล่นลูกบอลที่ลอยโด่งมากลางอากาศ แล้วใช้เข่าข้างถนัดของมันยกขึ้นเพื่อพยายามแหย่แหวกอากาศไปพร้อมๆกันกับเวลาที่ศีรษะของกองหน้าบางกระดี่ใครบางคนก็ตามที่ขึ้นเล่นบอลจังหวะนั้นด้วยกัน

 

โดยปกติ มนุษย์มนา เวลาที่ลูกโด่งลอยมา ยังงั๊ย ก็ต้องตั้งศีรษะ เกร็งคอ รอโหม่ง แต่โก๋แก่กลับเลือกใช้ หัวเข่าพร้อมกับการลอยตัวเหยียดให้สุดขึ้นเข้าสัมผัสบอลแทน โดยมือไม้ก็ล่องลอยแกว่งไกวไปตามแรงโน้มถ่วงของโลกมนุษย์ ซึ่งภาพที่เห็นทำให้เราหลายคนต้องสับสนกับการจัดระเบียบสรีระของโก๋แก่ทุกครั้งยามที่ต้องเล่นฟุตบอลร่วมกันกับพวกเรา ยิ่งเฉพาะผู้เล่นบางกระดี่ใครก็ได้ที่ยังไม่อยากเป็นเหยื่อถูกน๊อกสลบกลางอากาศเพราะลูกเล่นประหลาดๆจากขุนเข่าไร้น้ำใจอย่างโก๋แก่ ควรอยู่ให้ห่างมันเข้าไว้ ยามลูกโด่งมาถึง

 

ซึ่งมันยังไม่หมดหากจะนึกถึง ลีลาเทพของโก๋แก่ในเชิงฟุตบอล เพราะนอกจากการเหินหาวอันเป็นเอกลักษณ์โดยเข่านำอย่างที่บอกไปแล้ว เสียงเหน่อที่เปล่งออกมาในห้วงเวลาที่เข่าของไอ้แก่สัมผัสกับลูกฟุตบอลกลางอากาศได้นั้น ยังเป็นจุดขาย(หน้า)อีกอันหนึ่งครับ เพราะลีลาเทพในการลอยตัวชันเข่าเพื่อสัมผัสบอลนั้น ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบด้วยแล้วละก็ เสียงที่มาจากปากโก๋แก่ยามโบยบินคือความลงตัวที่เรียกอารมณ์สดใสของเพื่อนๆในยามเล่นฟุตบอลร่วมกับมันได้อีกเป็นกอง

 

….อ๊า……(ลากเสียงแบบยาวๆ)

 

………………….

 

ไม่รู้ว่ามันจะเปล่งเสียงร้องนี้ออกมาทำไมกัน ยามล่องลอยเหินหาวอยู่กลางเวหา

 

ใครเข้าใจมันบ้าง?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: